Freelance stories : บทที่ 2 งานประจำ จำเจ ใครๆก็เบื่องานประจำ





สังคมไทยค่อนข้างที่จะให้คุณค่ากับคนที่ทำงานประจำไม่ว่าจะเป็นในระบบราชการ หรือไม่ก็ตามว่าบุคคลเหล่านี้มีความน่าเชื่อถือมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเงินเดือนที่แน่นอนว่าจะได้รับ หรือตำแหน่งหน้าตาทางสังคมที่มั่นคงมากกว่าคนที่ทำธุรกิจของตัวเอง หรือทำอาชีพอิสระอย่างฟรีแลนซ์ จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมเมื่อเราแนะนำตัวเองว่าเป็นฟรีแลนซ์มักจะถูกมองด้วยสายตาที่แปลกๆ หรือมีคำพูดให้รู้สึกไม่ดีอยู่เนืองๆ

ทั้งนี้เนื่องจาก คนส่วนใหญ่มองว่า การมีงานประจำทำ มีสลิปเงินเดือน เป็นภาวะที่ปลอดภัยต่อปากท้อง และมีความผันแปรของรายได้น้อยกว่าคนที่ออกมาทำฟรีแลนซ์ หรือที่เรามักจะได้ยินกันบ่อยๆ ก็คือ “คอมฟอร์ดโซน” นั่นเอง แต่เมื่อสังคมเปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของทางเลือกในการจ้างงานที่มากขึ้น หรือเมื่อเศรษฐกิจมีการเปลี่ยนแปลงไป ความเสี่ยงในการถูกเลิกจ้าง หรือได้รับค่าจ้างที่ไม่สมเหตุสมผลเริ่มมีมากขึ้นกว่าเดิม ทำให้หลายคนเริ่มที่จะมองหาทางออกใหม่ๆให้กับตัวเอง

นอกจากนี้แล้ว การทำงานประจำเป็นระยะเวลานานๆ มักจะทำให้หลายคนหมดไฟโดยไม่รู้ตัว ซึ่งสาเหตุของการหมดไฟของหลายคนนั้นมักจะมาจากการที่ต้องทำงานแบบเดิมๆ ซ้ำทุกวัน วัฒนธรรมภายในองค์กร ที่ไม่สนับสนุนให้พนักงานได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ ในการทำงานอย่างที่ควรจะเป็น การมองว่าพนักงานเป็นเพียงผู้มีหน้าที่รับคำสั่งและนำมาปฏิบัติ หรือแม้แต่การเมืองภายในองค์กร ทำให้คนมีฝีมือหลายคนรู้สึกว่าหากต้องการมีความก้าวหน้าในการทำงาน ในรูปแบบของงานประจำ อาจจะต้องใช้วิธีการอื่นๆด้วย ซึ่งนี่ก็เป็นการบั่นทอนกำลังใจของคนที่ตอนแรกมีไฟ และมีความตั้งใจอย่างเต็มเปี่ยมในการทำงานประจำอยู่ไม่น้อยทีเดียว

หากบอกอย่างนี้หลายคนอาจจะยังไม่เห็นภาพ เอาเป็นว่า เรามาสรุปเป็นข้อๆ ให้ดูง่ายมากขึ้นกันดีกว่าว่า เพราะเหตุใดคนที่ทำงานประจำมาเป็นเวลานานๆ ถึงได้เลือกที่จะลาออกมาสร้างธุรกิจของตัวเอง หรือรับงานฟรีแลนซ์กันมากขึ้น ซึ่งเชื่อได้เลยว่า หากคุณมีความคิดอย่างที่เรากำลังจะบอกมากกว่า 5 ข้อ นั่นหมายความว่า คุณเริ่มที่จะไม่อยากทำงานประจำแล้วนั่นเอง



1. รายได้จากงานประจำมักจะน้อยไม่พอสำหรับคนที่อยากต่อยอด แน่นอนว่าไม่มีบริษัทที่ไหนที่จะให้เงินเดือนพนักงานมากถึงขนาดที่ว่าจะตั้งตัวได้ในเวลาอันรวดเร็ว โดยเฉพาะเมื่อคุณเป็นพนักงานที่อยู่ในสายปฏิบัติการด้วยแล้ว ยิ่งรายได้น้อยทั้งๆที่เนื้องานต้องใช้ทั้งกำลัง และสมองไปพร้อมๆกัน จึงไม่น่าแปลกใจ ว่า ทำไมหลายคนถึงทำงานหนักมาทั้งชีวิตแต่ไม่รวยซักที แต่สำหรับคนที่เป็นฟรีแลนซ์มืออาชีพ เรื่องของเงินทองมักจะมาพร้อมๆกับปริมาณของงานที่มากขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย และยิ่งไปกว่านั้นหากวางแผนการเงินอย่างเป็นระบบ การเป็นฟรีแลนซ์ที่ร่ำรวยไม่ใช่เรื่องยากอย่างแน่นอน

2. วันหยุดต้องแย่งกันกิน แย่งกันเที่ยว โดยปกติแล้วพนักงานประจำทั้งของรัฐ และเอกชนมักจะมีวันหยุดที่เหมือนๆกัน คือวันหยุดตามปฏิทิน หรือวันหยุดที่ทางรัฐบาลประกาศให้หยุดนั่นเอง ซึ่งในวันหยุดเหล่านั้นการจะออกไปหาสถานที่พักผ่อน หาอาหารอร่อยๆทานนั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะผู้คนที่พลุกพล่าน และรถที่ติดอย่างมากมาย อาจจะทำให้หลายคนรู้สึกว่าการหยุดพร้อมคนอื่นไม่ใช่เรื่องที่สนุกมากนัก

3. ความมั่นคงในการทำงานประจำไม่มีอยู่จริง อย่าลืมว่าการทำงานให้กับองค์กร หรือธุรกิจของคนอื่นนั้น หากเจ้านายเห็นเราเป็นคนสำคัญก็ดีไป แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เจ้าของบริษัทรู้สึกว่าเราทำงานให้เขาได้ไม่ดีพอ หรือมีคนอื่นที่น่าสนใจกว่า การจะถูกเลิกจ้างเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ และเราแทบจะหาข้ออ้าง หรือร้องขอใดๆ จากการตัดสินใจของคนที่เรียกตัวเองว่าเจ้านายไม่ได้เลย

4.  ตัวงานไม่ทำให้เราพัฒนาตัวเองได้ ด้วยเนื้องานของงานประจำมักจะเหมือนๆกันในทุกๆวัน จนทำให้เราต้องทำงานเหมือนกับหุ่นยนต์ ที่ไม่มีสิทธิคิด หรือริเริ่มอะไรใหม่ๆได้เลย ยิ่งไปกว่านั้น หลายครั้งเราจะพบว่าการทำงานบางอย่างอาจจะบั่นทอนความรู้สึกกระตือรือร้นที่มีในตัวเราให้หายไปอย่างไม่รู้ตัว มารู้สึกตัวอีกทีก็กลายเป็นคนที่ทำงานแบบเช้าชามเย็นชามไปเลียแล้ว

5. ปัญหาจุกจิกจากเพื่อนร่วมงาน และการเมืองในองค์กร อีกหนึ่งปัญหาที่น่าเบื่อหน่าย แต่ก็เลี่ยงไม่ได้เมื่อต้องทำงานกับเพื่อนร่วมงานจำนวนมากๆ นั่นก็คือ ปัญหาการนินทา และการเมืองภายในองค์กรที่เราทำงานอยู่ ซึ่งเรื่องเหล่านี้มีให้เห็นอย่างมากมายไม่ว่าจะเป็นตามหน่วยงานของรัฐ หรือเอกชนก็ตาม จริงอยู่ว่าหลายคนอาจจะมีวิธีการจัดการไม่ให้ปัญหาเหล่านี้กระทบกับการทำงานของตัวเองได้เป็นอย่างดี แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัญหาการเมืองภายในองค์กร และการทำงานกับเพื่อนร่วมงานบางประเภท ทำให้เรารู้สึกอึดอัด และรำคาญใจไม่น้อยทีเดียว

6. การขึ้นเป็นผู้บริหารเป็นเรื่องไม่ง่าย ถึงแม้หลายคนจะเถียงว่าหากทำผลงานเข้าตากรรมการ ก็อาจจะมีโอกาสที่จะได้เจริญเติบโตในการทำงานประจำ และหากมีประสบการณ์มากพอก็อาจจะได้ทำงานในฝ่ายบริหารได้เหมือนกัน แต่อย่างไรก็ตามการจะขึ้นเป็นผู้บริหารหน่วยงานนั้น เป็นเรื่องที่ต้องฝ่าฟันอะไรอย่างมากมายทีเดียว และที่อันตรายกว่านั้นก็คือ เมื่อขึ้นสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้น หากเกิดข้อผิดพลาดในการทำงานขึ้นมา ความรับผิดชอบในส่วนนี้ย่อมมากขึ้น และนี่เองที่ทำให้เราได้เห็นว่าบรรดาพนักงานระดับบริหารส่วนใหญ่มักจะทำงานด้วยความเครียด และความกดดันมากกว่าพนักงานระดับทั่วไป เพราะหากเกิดความเสียหายกับบริษัท การลงโทษย่อมากกว่าการไล่ออกแน่นอน

7. ข้าราชการก็ใช่ว่าสบาย พูดในส่วนของการทำงานในฐานะพนักงานประจำของเอกชนกันมามากแล้ว อีกหนึ่งอย่างที่เรามักจะมองแต่ข้อดีจนลืมข้อเสียก็คือ อาชีพข้าราชการ ซึ่งเป็นอาชีพที่หลายคนเลือกที่จะเดินเข้ามา เพราะค่านิยมของสังคม แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าการทำงานข้าราชการจะง่ายเสมอไป เพราะนอกจากการสอบเข้าทำงานที่ยากแล้ว เงินเดือนที่ใครๆบอกว่าได้มาไม่ยากนั้น ก็ใช่ว่าจะมากมายอะไร ไหนจะเรื่องขอเส้นสายในการทำงานที่ สำหรับเมืองไทยเราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องนี้จำเป็น และสิ่งที่ทำให้หลายคนเบื่อหน่ายระบบการทำงานข้าราชการก็คือ การที่ต้องคอยเอาใจผู้บังคับบัญชาทั้งในเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว เพื่อให้ได้รับการโปรโมตขึ้นตำแหน่งที่สูงๆต่อไป


นี่เองที่เป็นเหตุผลว่าทำไมงานประจำที่ดูเหมือนว่าจะสวยหรูนั้น กลับนำมาซึ่งปัญหาต่างๆมากมายอย่างไม่น่าเชื่อ ซึ่งในจุดนี้เองที่ทำให้หลายคนเลือกที่จะเดินผ่าน และมองข้ามกระแสของสังคม ด้วยการหางานอย่างอื่นที่น่าจะมีรายได้ที่มากกว่าทำ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดธุรกิจของตัวเอง



แต่การจะเปิดธุรกิจของตัวเองนั้น นอกจากเราจะต้องแข่งกับตลาดแรงงาน และตลาดการค้าแล้ว การมิเงินทุนจำนวนหนึ่งจำเป็นมากหากจะทำการค้าขาย ซึ่งนี่เองที่เป็นอุปสรรคที่ทำให้คนทำงานประจำหลายๆคน ไม่สามารถที่จะออกมาทำธุรกิจของตัวเองได้อย่างที่ใจคิด เพราะลำพังค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน เงินเดือนของหลายคนก็แทบจะไม่พอแล้ว ไหนจะเงินเก็บที่ต้องเก็บไว้เป็นค่าใช้จ่ายจำเป็นอื่นๆอีก ทำให้ยากมากที่จะมีเงินเก็บเพื่อการประกอบธุรกิจ

ในจุดนี้เองที่หลายคนมองว่า การทำงานประจำหากเราจะต่อยอดจริงๆ ก็สามารถที่จะกู้ยืมเงิน จากสถาบันการเงินได้ ซึ่งก็นับว่าเป็นข้อได้เปรียบที่คนทำงานประจำมองว่าตัวเองมีอยู่ แต่การกู้ยืมเงินเพื่อเริ่มต้นธุรกิจของตัวเอง ในขณะที่ทำงานประจำอยู่นั้น อาจจะมีความเสี่ยงไม่น้อยทีเดียว เพราะนอกจากจะไม่มีเวลาในการศึกษาธุรกิจที่ต้องการมากพอ แล้วเมื่อต้องทำธุรกิจจริงๆ ก็อาจจะเจอปัญหามากมาย

จนทำให้เมื่อต้องชำระดอกเบี้ยให้กับธนาคารตามกำหนด อาจจะทำไม่ได้ อย่างที่คิด ทำให้เกิดปัญหาต่างๆมากมาย ซึ่งในจุดนี้เองที่กลายเป็นกับดักให้มนุษย์เงินเดือนไม่กล้าที่จะก้าวออกจากรอบของตัวเองอย่างที่อยากจะทำ

แต่อย่างไรก็ตาม หากเรามองกันจริงๆแล้วจะพบว่า อาชีพเสริมที่นอกจากการค้าขายที่หลายคนมองข้ามก็คือ การขายความสามารถในนามของการทำงานฟรีแลนซ์นี่เอง เพราะหลายงานทีเดียวที่เป็นงานที่คุณไม่จำเป็นต้องใช้เงินเป็นงบประมาณ แต่ให้ทุ่มเทเวลา และแรงกายของเราลงไปแทน และผลตอบแทนของงานฟรีแลนซ์นั้น หากทำอย่างจริงจัง และพยายามที่จะโปรโมทตัวเองอยู่ตลอดเวลาด้วยแล้ว เราจะพบว่าฟรีแลนซ์มืออาชีพหลายคนทีเดียวที่ประสบความสำเร็จ และมีรายได้มากกว่าพนักงานประจำที่อยู่ในตำแหน่งงานสายบริหารด้วยซ้ำไป



ไม่มีความคิดเห็น

1008stories.com. ขับเคลื่อนโดย Blogger.